AI CTO สำหรับ Founder ที่มี Prototype แล้ว
ถ้า Prototype ที่สร้างด้วย Vibe Coding เริ่มติดทุกครั้งที่เพิ่มฟีเจอร์ ผู้ใช้ หรือข้อมูล ให้ AI CTO ช่วยตรวจ Architecture วางทางขึ้น Production และทำ Roadmap สำหรับ Scale โดยต่อจากของเดิมที่คุณสร้างไว้
เราเริ่มจากตรวจ Architecture และของเดิมที่คุณสร้างไว้ ไม่ได้เริ่มด้วยการบอกให้รื้อเขียนใหม่ทั้งหมด
ตัวอย่างผลตรวจรอบแรก
ตัวอย่างประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่งานของลูกค้าจริง เราเรียงให้ตามความเสี่ยง และบอกด้วยว่าอะไรยังไม่ต้องรีบ
เช็กตัวเอง 30 วินาที
ถ้าตรงหลายข้อ ปัญหาอาจไม่ใช่บัคทีละตัว แต่เป็นช่องว่างระหว่าง Prototype กับระบบ Production ที่ต้องพร้อม Scale
เหมาะกับ Founder ที่สร้าง Prototype หรือ MVP ด้วย Vibe Coding แล้ว และกำลังจะขึ้น Production หรือเริ่มมีผู้ใช้จริง
จาก Prototype ไปสู่ระบบจริง
Vibe Coding ช่วยให้สร้างและทดสอบไอเดียได้เร็ว แต่เมื่อระบบต้องรับผู้ใช้ ข้อมูล และการเปลี่ยนแปลงจริง Architecture ต้องถูกมองเป็นภาพรวม
ตอนของยังเล็กแก้ได้เร็ว พอมีหลายฟีเจอร์ ทุกการแก้เริ่มไปกระทบส่วนอื่นจนไม่มั่นใจว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร
AI ช่วยสร้างแต่ละส่วนได้เร็ว แต่เมื่อระบบโตขึ้น ไม่มีภาพรวมว่าฟีเจอร์ ข้อมูล และบริการต่าง ๆ ควรเชื่อมกันอย่างไร
Prototype อาจทำงานดีตอนข้อมูลน้อย แต่เมื่อมีผู้ใช้และข้อมูลจริงเพิ่มขึ้น ความเร็วและความเสถียรเริ่มเป็นข้อจำกัด
ยังไม่มีคำตอบชัดเจนเรื่อง Deploy, Backup, Monitoring และแผนกู้ระบบเมื่อเกิดปัญหา
เมื่อมีข้อมูลลูกค้าและผู้ใช้จริง เรื่องสิทธิ์เข้าถึง การเก็บความลับ และการป้องกันข้อมูลต้องถูกตรวจอย่างเป็นระบบ
การตัดสินใจเรื่องโครงสร้าง ลำดับการแก้ และการขึ้น Production ยังอยู่ที่คุณคนเดียว ทั้งที่เวลาควรกลับไปอยู่กับธุรกิจ
รับของแบบไหนได้บ้าง
ไม่ว่าจะ Vibe Coding ด้วย ChatGPT, Claude, Cursor, Lovable หรือเครื่องมืออื่น จุดเริ่มต้นคือ Prototype ที่คุณมีอยู่แล้ว
สั่งเป็นข้อความแล้วก๊อปโค้ดไปวาง จนได้ของที่ใช้ได้จริง
โค้ดที่เขียนกับ AI แล้ว deploy ขึ้นไปแล้ว
เว็บที่สร้างจากคำสั่ง ใช้ได้แต่เริ่มแก้ต่อไม่ไหว
งานอัตโนมัติที่ต่อไว้เอง แล้วพังเงียบ ๆ โดยไม่มีใครรู้
ตารางที่กลายเป็นระบบของธุรกิจไปแล้วโดยไม่ตั้งใจ
ทำตามคอร์สจนจบ แล้วมาติดตอนเอาไปใช้กับงานจริง
คำถามที่เรามักตอบให้ตั้งแต่รอบแรก
ถ้าไม่แน่ใจว่าของคุณเข้าข่ายไหม ทักมาถามได้เลย ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก่อน
AI CTO ทำอะไรให้
เราเริ่มจากของที่คุณสร้างไว้แล้ว ตรวจสิ่งที่ต้องพร้อมสำหรับ Production และวางทางขยายระบบตามเป้าหมายธุรกิจ
ดูสิ่งที่คุณสร้างไว้จริง ไล่โครงสร้าง โค้ด ข้อมูล และจุดเชื่อมต่อ เพื่อแยกว่าส่วนไหนใช้ต่อได้ ส่วนไหนเป็นความเสี่ยง และเพราะอะไร
จัดลำดับเรื่องที่ต้องทำก่อนเปิดหรือขยายการใช้งานจริง เช่น Security, Deploy, Backup, Monitoring และความเสถียร
แปลงสิ่งที่พบเป็น Roadmap ตามลำดับความสำคัญ เพื่อให้เพิ่มผู้ใช้ ข้อมูล และฟีเจอร์ได้โดยไม่ต้องตัดสินใจจากการเดา
เห็นทั้ง Production Risk และ Scale Roadmap ในที่เดียว
ตัวอย่างประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่งานของลูกค้าจริง
ข้อกังวลที่ได้ยินบ่อยที่สุด
สองเรื่องที่ทำให้คนไม่กล้าให้ใครมาดูของที่ทำเองคือกลัวโดนบอกว่าต้องเขียนใหม่หมด กับกลัวว่าพอมีคนอื่นแตะแล้วจะแก้เองต่อไม่ได้อีก นี่คือสิ่งที่เราออกแบบไว้ตอบสองข้อนั้น
การเขียนใหม่หมดคือคำตอบที่ง่ายที่สุดสำหรับคนรับงาน แต่แพงที่สุดสำหรับคุณ เราจะเสนอเขียนใหม่ก็ต่อเมื่ออธิบายได้ว่าทำไมแก้ของเดิมแล้วไม่คุ้ม
คุณจะได้รู้ว่าที่เปลี่ยนไปแก้ปัญหาอะไร ไม่ใช่รับของกลับมาแล้วใช้ได้โดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะรอบหน้าคุณจะได้ตัดสินใจเองได้
อยู่ในบัญชีของคุณ ใช้เครื่องมือของคุณ ถ้าวันหนึ่งจะเปลี่ยนไปใช้ทีมอื่นหรือทำเองต่อ ก็ทำได้เลยโดยไม่ต้องขออะไรจากเรา
ยังไม่ต้องจ้างแก้ก็ได้ เอารายการว่าต้องแก้อะไรบ้างเรียงตามความเสี่ยงไปทำเองก่อนก็ได้ ถ้าคุณทำไหว
เป้าหมายคือให้คุณพึ่งเราน้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น เพราะคุณสร้างของขึ้นมาเองได้อยู่แล้ว สิ่งที่ขาดคือคนบอกว่าอะไรสำคัญก่อนหลัง
โค้ด ข้อมูล และไอเดียธุรกิจของคุณอยู่ภายใต้ข้อตกลงรักษาความลับ และจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ต้นทุนของการยังไม่ทำอะไร
ลองตอบสี่ข้อนี้ก่อนเพิ่มฟีเจอร์หรือเปิดให้ผู้ใช้กลุ่มถัดไป
เดือนที่แล้วเสียเวลาไปกี่ชั่วโมงกับการไล่แก้บัคเดิม ๆ
เวลาที่หมดไปกับการซ่อม คือเวลาที่ไม่ได้เอาไปเพิ่มของที่ลูกค้าอยากได้
มีฟีเจอร์ที่อยากเพิ่มแต่ไม่กล้าแตะกี่อย่างแล้ว
ทุกอย่างที่ค้างไว้เพราะกลัวพัง คือของที่ธุรกิจควรได้ใช้ไปนานแล้ว
ถ้าข้อมูลทั้งหมดหายพรุ่งนี้ คุณเอากลับมาได้ไหม
ถ้าตอบไม่ได้ทันที แปลว่าคำตอบคือไม่ได้ และมันจะจริงในวันที่สายไปแล้ว
ถ้าคุณป่วยหนึ่งสัปดาห์ ใครแก้ระบบนี้ได้บ้าง
ถ้าคำตอบคือไม่มีใคร แปลว่าตอนนี้ธุรกิจฝากไว้กับคนคนเดียวและแชทที่คุยกับ AI
คุยฟรี 30 นาที เพื่อดูว่า Prototype ของคุณต้องเตรียมอะไรบ้างก่อนขึ้น Production และ Scale
เริ่มต้นอย่างไร
รอบแรกยังไม่ต้องเปิดโค้ด เล่าว่า Prototype ทำอะไร ใช้เครื่องมือไหน และเป้าหมาย Production หรือ Scale คืออะไร ก็เริ่มประเมินได้
ขั้นที่ 1
เล่าว่า Prototype ทำอะไร ตอนนี้อยู่ขั้นไหน และต้องการรองรับผู้ใช้หรือข้อมูลเพิ่มเท่าไร ยังไม่ต้องให้ดูโค้ดก็ได้ ถ้าประเมินแล้วคุณทำเองต่อไหว เราจะบอกตรง ๆ
ขั้นที่ 2
เปิดดูของจริง แล้วแยกว่าส่วนไหนพร้อมใช้ ส่วนไหนต้องแก้ก่อน Production และส่วนไหนต้องเตรียมไว้สำหรับ Scale
ขั้นที่ 3
เริ่มจากเรื่องที่จำเป็นต่อ Production ก่อน แล้วค่อยทำเรื่อง Scale ตามผู้ใช้ ข้อมูล และฟีเจอร์ที่ธุรกิจต้องการจริง
คุณจะได้อะไรจากขั้นที่ 2
คุณจะรู้กรอบงบตั้งแต่จบการคุยครั้งแรก ก่อนตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น และแต่ละขั้นแยกจ่ายแยกตัดสินใจ ไม่ต้องเหมาทั้งก้อน
ใครอยู่เบื้องหลัง
I GEAR GEEK เป็นบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ส่งมอบงานให้ธุรกิจไทยมาแล้วกว่า 150 โปรเจค งานที่เราทำคือระบบที่มีคนใช้จริงทุกวัน และต้องไม่ล่ม
2018
ปีที่ก่อตั้งบริษัท
150+
โปรเจคที่ส่งมอบจริง
30 นาที
เวลาคุยโจทย์ Production และ Scale รอบแรก
2,000+
ผู้ใช้งานสูงสุดที่ระบบเรารองรับ
เราไม่เปิดเผยชื่อลูกค้าและรายละเอียดโปรเจคตามข้อตกลงรักษาความลับ รายการข้างต้นจึงระบุเป็นประเภทงานและกลุ่มธุรกิจแทน
เราพาระบบขึ้นใช้จริงและดูแลต่อมาแล้วหลายงาน แต่การรับของที่ลูกค้าสร้างเองด้วย AI มาทำต่อเป็นเรื่องใหม่สำหรับเราเหมือนกัน เพราะเป็นวิธีสร้างของที่เพิ่งเกิดขึ้น เราจึงตั้งใจทำกับกลุ่มแรกแบบใกล้ชิด และยังไม่มีกรณีศึกษาให้ดู เราเลือกบอกตามตรงมากกว่าจะอ้างประสบการณ์ที่ยังไม่มี
เล่าให้เราฟังว่า Prototype อยู่ขั้นไหน และเป้าหมาย Production หรือ Scale คืออะไร เราจะช่วยชี้ว่าควรตรวจเรื่องใดก่อน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกมัด
รวมคำถามที่คนสร้างของเองถามบ่อยที่สุด เรื่องต้องรื้อเขียนใหม่ไหม ต่างจากจ้างฟรีแลนซ์ยังไง และถ้าไม่อยากให้ใครเห็นโค้ด
ลองแล้วใช่ไหมครับ นั่นแหละคือสิ่งที่พาคุณมาถึงตรงนี้ AI เขียนโค้ดทีละส่วนได้ดีมาก แต่มันไม่ได้ถือภาพรวมของทั้งก้อนไว้ว่าส่วนไหนต่อกับส่วนไหน พอสั่งให้แก้จุดหนึ่ง มันจึงเขียนทับของเดิมโดยไม่รู้ว่าตรงนั้นมีคนใช้อยู่ ยิ่งแก้ยิ่งพันกัน สิ่งที่เราเพิ่มเข้าไปไม่ใช่การเขียนโค้ดเก่งกว่า AI แต่เป็นคนที่ถือภาพรวมทั้งก้อนไว้ แล้วบอกได้ว่าแก้ตรงนี้แล้วจะกระทบอะไรบ้าง
ส่วนใหญ่ใช้ได้ครับ และมักดีกว่าที่เจ้าตัวคิด เพราะคุณทำส่วนที่ยากที่สุดไปแล้วคือรู้ว่าธุรกิจต้องการอะไร สิ่งที่มักขาดไม่ใช่ความสามารถในการเขียน แต่เป็นเรื่องที่ไม่มีใครบอกว่าต้องทำ เช่นจะรู้ได้ยังไงว่าระบบล่ม จะกู้ข้อมูลคืนยังไง และใครควรเห็นข้อมูลอะไรได้บ้าง
ไม่ใช่ค่าเริ่มต้นของเราครับ การเขียนใหม่หมดเป็นคำตอบที่ง่ายที่สุดสำหรับคนรับงาน แต่แพงที่สุดสำหรับคุณและทิ้งของที่ใช้ได้อยู่แล้ว เราจะเสนอเขียนใหม่ก็ต่อเมื่ออธิบายเป็นข้อ ๆ ได้ว่าทำไมแก้ของเดิมแล้วไม่คุ้ม และคุณเป็นคนเคาะ
ต่างตรงที่เราไม่ได้รับโจทย์ที่คุณเขียนมาแล้วทำตามอย่างเดียว รอบแรกเราจะบอกด้วยว่าอะไรควรแก้ก่อนหลัง เพราะปัญหาของงานลักษณะนี้คือคนสร้างมักไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร และเราไม่ได้หายไปหลังส่งงาน ถ้ายังอยากให้ช่วยดูต่อ
ขึ้นกับขนาดของสิ่งที่จะเปิดใช้ ว่าให้คนกี่คนใช้และมีกี่ส่วนที่ต้องดูแล ถ้าประกาศเป็นราคาเดียว คนที่ของเล็กก็จะจ่ายแทนคนที่ของใหญ่ คุณจะรู้กรอบงบตั้งแต่จบการคุยครั้งแรก ก่อนตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น และถ้าประเมินแล้วคุณทำเองต่อได้ เราจะบอกตรง ๆ
ได้และเป็นเป้าหมายด้วยครับ เราไม่ได้ต้องการให้คุณพึ่งเรามากขึ้น เพราะคุณสร้างของขึ้นมาเองได้อยู่แล้ว สิ่งที่ขาดคือคนช่วยบอกว่าอะไรสำคัญก่อนหลัง เราจึงส่งคืนพร้อมเหตุผลที่แก้แต่ละจุด ไม่ใช่ส่งของกลับมาเฉย ๆ
รอบแรก 30 นาทีไม่ต้องให้ดูโค้ดก็ได้ครับ เล่าว่าทำอะไรมา ติดตรงไหน และจะเปิดให้ใครใช้ ก็พอประเมินได้ระดับหนึ่งแล้ว ถ้าจะให้ดูของจริงค่อยทำข้อตกลงรักษาความลับก่อน
ขึ้นกับว่าเรื่องไหนเสี่ยงที่สุด แต่เราไม่ได้ทำครบทุกเรื่องพร้อมกัน เราเรียงตามความเสี่ยงแล้วอุดทีละจุด ให้คุณเปิดใช้ได้เร็วที่สุดเท่าที่ปลอดภัย ไม่ใช่รอจนสมบูรณ์แบบแล้วค่อยเปิด
คุยกับ AI CTO ฟรี 30 นาที เพื่อดู Architecture, Production Risk และทางเดินต่อที่เหมาะกับเป้าหมายธุรกิจ ถ้าประเมินแล้วคุณทำเองต่อไหว เราจะบอกตรง ๆ
ถ้ายังไม่พร้อมคุย ลองบอกเราสั้น ๆ ได้ไหมว่า Prototype ตอนนี้ติดเรื่อง Production หรือ Scale ด้านใด เราจะได้เตรียมคำแนะนำให้ตรงจุด ไม่มีการขายใด ๆ